โชร์ห่วย Tel....089-9868913

Photo AlbumหนังตะลุงApr 15, '08 11:04 AM
for everyone
ศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่นิยมกันมากทั่วภาคใต้เช่นเดียวกับการแสดงโนรา จังหวัดพัทลุงเองก็ได้ชื่อว่า
เป็นแหล่งกำเนิดหนังตะลุงเช่นกัน รูปหนังตะลุง ทำจากหนังวัวดิบ ซึ่งตากแห้งเป็นแผ่นแข็ง ตัดเป็นตัวละคร
ต่าง ๆ สลักลวดลาย สวยงาม โดยมากมักจะทาสีดำทั้งตัว แต่ถ้าเป็นหนังบางอย่างที่เรียกว่าหนังแก้ว
จะระบายด้วยสี ตัวหนังจะมีไม้ไผ่ผ่าเพื่อหนีบตัวหนังเรียกว่าไม้ตับ ปากและมือจะประดิษฐ์ให้ขยับได้ตาม
ท่วงท่าลีลาของบทบรรยาย โรงหนังตะลุงจะสร้างเป็นโรงยกสูง มุงหลังคาแบบเพิงหมาแหงน กรุฝาสามด้าน
ด้านหน้าเป็นจอผ้าสีขาว ภายในโรงเป็นที่วางตัวหนัง มีคนเชิด ซึ่งเป็นคนพากย์ในตัว และวงดนตรีรวมแล้ว
จำนวนไม่เกิน 8 คน เครื่องดนตรี ประกอบด้วย ปี่ กลอง โทน ฆ้อง ฉิ่ง โหม่ง การแสดงเป็นหน้าที่ของ
นายหนัง ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะหนังตะลุง โดยเล่นเป็นเรื่องตามวรรณคดี หรือเล่นเป็นเรื่องสมัยใหม่ที่นาย
หนังผูกเรื่องขึ้นมาเอง



ประวัติความเป็นมาของหนังตะลุง
นักวิชาการหลายท่านเชื่อว่ามหรสพการแสดงเงาจำพวกหนังตะลุงนี้ เป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ของมนุษยชาติ
เคยปรากฏแพร่หลายมาทั้งในแถบประเทศยุโรป และเอเชีย โดยอ้างว่า มีหลักฐานปรากฏอยู่ว่า เมื่อครั้ง
พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชมีชัยชนะเหนืออียิปต์ ได้จัดให้มีการแสดงหนัง(หรือการละเล่นที่คล้ายกัน)
เพื่อเฉลิมฉลอง ชัยชนะและประกาศเกียรติคุณของพระองค์ และเชื่อว่า มหรสพการแสดงเงานี้มีแพร่หลาย
ในประเทศอียิปต์มาแต่ก่อนพุทธกาล ในประเทศอินเดีย พวกพราหมณ์แสดงหนังที่เรียกกันว่า ฉายานาฏกะ
เรื่องมหากาพย์ เพื่อบูชาเทพเจ้า และสดุดีวีรบุรุษ ส่วนในประเทศจีน มีการแสดงหนังสดุดีคุณธรรมความดี
ของสนมเอกแห่งจักรพรรดิ์ยวนตี่ ( พ.ศ. 411 - 495) เมื่อพระนางวายชนม์ในสมัยต่อมา การแสดงหนัง
ได้แพร่หลายเข้าสู่ใน เอเชียอาคเนย์ เขมร พม่า ชวา มาเลเซีย และประเทศไทย คาดกันว่า หนังใหญ่
คงเกิดขึ้นก่อนหนังตะลุง และประเทศแถบนี้คงจะได้แบบมาจากอินเดีย เพราะยังมีอิทธิพลของพราหมณ์
หลงเหลืออยู่มาก เรายังเคารพนับถือฤาษี พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ยิ่งเรื่องรามเกียรติ์ยิ่งถือว่า
เป็นเรื่องขลังและศักดิ์สิทธิ์ หนังใหญ่จึงแสดงเฉพาะเรื่องรามเกียรติ์ เริ่มแรกคงไม่มีจอ คนเชิดหนังใหญ่จึง
แสดงท่าทางประกอบการเชิดไปด้วย เชื่อกันว่าหนังใหญ่มีอยู่ก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพราะมี
หลักฐานอ้างอิงว่า มีนักปราชญ์ผู้หนึ่งเป็นชาวเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นผู้เชี่ยวชาญทางโหรา
ศาสตร์และทางกวี สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ทรงเรียกตัวเข้ากรุงศรีอยุธยา ต่อมาได้เป็นพระอาจารย์
ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระมหาราชครูหรือพระโหราธิบดี และมีรับสั่งให้พระ
มหาราชครูฟื้นฟูการเล่นหนัง( หนังใหญ่ ) อันเป็นของเก่าแก่ขึ้นใหม่ ดังปรากฏใน สมุทรโฆษคำฉันท์ ว่า..


ไหว้เทพยดาอา- รักษ์ทั่วทิศาดร
ขอสวัสดิขอพร ลุแก่ใจดั่งใจหวัง
ทนายผู้คอยความ เร่งตามไต้ส่องเบื้องหลัง
จงเรืองจำรัสทั้ง ทิศาภาคทุกพาย
จงแจ้งจำหลักภาพ อันยงยิ่งด้วยลวดลาย
ให้เห็นแก่ทั้งหลาย ทวยจะดูจงดูดี



หนังใหญ่ แต่เดิมเรียกว่า "หนัง" นิยมเล่นกันแพร่หลายในแถบภาคกลาง ส่วนหนังตะลุง แต่เดิมคนในท้องถิ่น
ภาคใต้ก็เรียกสั้นๆว่า "หนัง" เช่นกัน ดังคำกล่าวที่ได้ยินกันบ่อยว่า "ไปแลหนังโนรา" จึงสันนิษฐานว่า คำว่า
"หนังตะลุง" คงจะเริ่มใช้เมื่อมีการนำหนังจากภาคใต้ไปแสดงให้เป็นที่รู้จักในภาคกลาง จึงได้เกิดคำ
"หนังตะลุง" และ "หนังใหญ่" ขึ้นมาเพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน หนังจากภาคใต้เข้าไปเล่นในกรุงเทพฯ ครั้งแรกสมัย
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระยาพัทลุง (เผือก) นำไปเล่นที่แถวนางเลิ้ง หนังที่เข้าไปครั้งนั้น
เป็นนายหนังจาก จังหวัดพัทลุง คนกรุงเทพฯจึงเรียก "หนังพัทลุง" ต่อมาเสียงเพี้ยนเป็น "หนังตะลุง"
เชื่อกันว่า หนังตะลุงเลียนแบบมาจากหนังใหญ่ โดยย่อรูปหนังให้เล็กลง ในยุคแรกๆคงแสดงเรื่องรามเกียรติ์
เหมือนกัน แต่เปลี่ยนบทพากย์มาเป็นภาษาท้องถิ่น เปลี่ยนเครื่องดนตรีจาก พิณพาทย์ ตะโพน มาเป็น
ทับ กลอง ฉิ่ง โหม่ง ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่มีอยู่เดิมในภาคใต้ หลักฐานที่บอกว่าหนังตะลุงคงเลียนแบบมาจาก
หนังใหญ่ คือ แม้หนังตะลุงจะไม่ได้ใช้ พิณพาทย์ ตะโพน แต่ในโองการร่ายมนต์พระอิศวร(บทบูชาพระอิศวร)
ก็ยังมีบทที่ว่า..


อดุลโหชันชโนทั้งผอง พิณพาทย์ ตะโพน กลอง
ข้าจะเล่นให้ท่านทั้งหลายดู



ต่อมา หนังภาคใต้หรือหนังตะลุง รับอิทธิพลหนังชวาเข้ามาผสมผสาน จึงทำให้เกิดวิวัฒนาการใน "รูปหนัง"
ขึ้นมา รูปหนังใหญ่จะเป็นแผ่นเดียวกันทั้งตัว เคลื่อนไหวอวัยวะไม่ได้ แต่รูปหนังชวาเคลื่อนไหวมือและปาก
ได้ ส่วนใหญ่รูปหนังจะเคลื่อนไหวมือได้เพียงข้างเดียว ยกเว้นรูปกาก หรือตัวตลก และรูปนางบางตัว ที่
สามารถขยับมือได้ทั้งสองข้าง รูปหนังชวามีใบหน้าที่ผิดไปจากคนจริง และหนังตะลุงก็รับแนวคิดนี้มาปรับใช้
กับรูปตัวตลก เช่น แกะรูปหนูนุ้ยให้หน้าคล้ายวัว เท่งหน้าคล้ายนกกระฮัง เป็นต้น หนังตะลุงเกิดขึ้นเมื่อใดนั้น
ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด นักวิชาการสันนิษฐานว่าคงเป็นช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะกลอนหนังตะลุง
นิยมแต่งเป็นกลอนแปด ซึ่งในสมัยอยุธยากลอนแปดไม่ได้เป็นที่นิยมแพร่หลาย ยิ่งในภาคใต้ วรรณกรรมพื้น
บ้านรุ่นเก่าแก่ล้วนแต่งเป็นกาพย์ทั้งสิ้น กลอนแปดเพิ่งมาเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางก็เมื่อหลังสุนทรภู่แต่ง
เรื่องพระอภัยมณีออกเผยแพร่แล้วนี่เอง หนังตะลุงเกิดขึ้นในภาคใต้ครั้งแรกที่จังหวัดใด ก็ยังไม่มีหลักฐานยืน
ยันแน่ชัด

DPP_0261coppy.jpg
  
DPP_0210coppy.jpg
  
DPP_0209coppy.jpg
  
DPP_0197.jpg
  
DPP_0199.jpg
  
DPP_0204.jpg
  
DPP_0207.jpg
  
DPP_0208.jpg
  
DPP_0209.jpg
  
DPP_0210.jpg
  
DPP_0211.jpg
  
DPP_0212.jpg
  
DPP_0215.jpg
  
DPP_0218.jpg
  
DPP_0219.jpg
  
DPP_0220.jpg
  
DPP_0224.jpg
  
DPP_0225.jpg
  
DPP_0230.jpg
  
DPP_0233.jpg
  
DPP_0257.jpg
  
DPP_0258.jpg
  
DPP_0259.jpg
  
DPP_0261.jpg
  
1.jpg
  
DPP_0248.jpg
  
DPP_0251.jpg
 1 Comment 


aejungz wrote on Apr 16
เป็นคนใต้แท้ ๆ แต่ไม่เคยดูเลย ...
mcarowana wrote on Apr 17
สุดยอดแท้ๆๆๆๆ ชอบมากมายครับ ได้ความรู้อีกด้วย
oldgallery wrote on Jun 23
ไปหาดุได้จากไหนครับ อยากไปถ่ายบ้าง ลิเกก็ด้วย
Add a Comment
   
© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help