STORY

Category:Other
เป็นการใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำ ถ่ายภาพวัตถุที่เคลื่อนไหวเหมือนกับภาพ Action แต่จะใช้เทคนิคการแพน หรือการส่ายกล้องตามวัตถุที่เคลื่อนที่ และกดชัตเตอร์ขณะที่ส่ายกล้อง ทำให้วัตถุที่ต้องการเน้นนิ่ง เห็นรายละเอียดมากยิ่งขึ้น แต่ฉากหน้าและฉากหลังที่นิ่งอยู่กับที่ลู่ตามวัตถุ เป็นที่นิยมมากในการถ่ายภาพกีฬาประเภทต่าง ๆ



นักวิ่งลมกรด การถ่ายภาพใช้ความเร็วชัตเตอร์ 1/2 วินาที รูรับแสง F 22 ส่ายกล้องตามนักกีฬา พร้อมกดชัตเตอร์



เหิรฟ้า ใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำ ส่ายกล้องตามนักแข่งรถพร้อมกดชัตเตอร์ ความเร็วชัตเตอร์ 1/8 วินาที รูรับแสง F 22



Category:Other
หรือการถ่ายภาพภูมิทัศน์ นิยมถ่ายด้วยเลนส์มุมกว้าง เพื่อให้เห็นพื้นที่ในบริเวณกว้าง แต่ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการ โดยปกติใช้เลนส์มาตรฐานก็ได้เช่นกัน การถ่ายภาพลักษณะนี้ ควรใช้รูรับแสงที่แคบเพื่อให้เกิดระยะชัดมากที่สุด ควรคำนึงถึง ฉากหน้า และฉากหลังของภาพ และการวางจุดสนใจ (ตามที่ได้อธิบายไปแล้วในเรื่องของการจัดองค์ประกอบภาพ) หรืออาจใช้อุปกรณ์เสริมอื่น ๆ เช่น ฟิลเตอร์โพราไรซ์ เพื่อให้สีของภาพอิ่มตัวขึ้น ท้องฟ้าเข้มขึ้นทำให้ภาพน่าสนใจ


ภาพสายรุ้งที่เมืองเชียงใหม่ วัดแสงที่ท้องฟ้า แล้วลด 1 Stop เพื่อให้เห็นสีของเส้นรุ้ง



อีกมุมหนึ่งของใต้สะพานข้ามแม่น้ำแคว ซึ่งเรือจะเป็นจุดเด่นของภาพ มีฉากหน้าคือ ดอกไม้สีต่าง ๆ ทำให้ภาพดูมีระยะ



มุมมองของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีท่อทรงกลม ทำให้ภาพไม่จืดเกินไป



หอประชุมกาญจนภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีเสาธงป็นเส้นนำสายตา ใช้ฟิลเตอร์โพราไรซ์ ท้องฟ้าจึงเข้มขึ้น



Category:Other
เป็นเทคนิคการถ่ายภาพย้อนแสง โดยจะไม่เห็นรายละเอียดของวัตถุ ควรถ่ายในช่วงเช้า หรือช่วงเย็น แสงแดดเริ่มอ่อน อย่าวัดแสงกับดวงอาทิตย์ตรง ๆ ควรวัดแสงที่ท้องฟ้า เฉียง 45 องศา กับดวงอาทิตย์ และลดรูรับแสงให้แคบลง 2-4 Stop หรือถ้าเป็นเวลาเย็นมาก สามารถมองดวงอาทิตย์ด้วยตาเปล่าได้ ก็วัดแสงที่ดวงอาทิตย์ได้เลย

การถ่ายภาพปรเภทนี้ต้องระวังเรื่องฉากหน้าและฉากหลังด้วย เพราะจะทำให้รบกวนภาพทำให้ภาพดูรกตา



ภาพพระอาทิตยขึ้นที่ภูกระดึง วัดแสงที่ดวงอาทิย์ (แสงยังไม่จ้ามองด้วยตาเปล่าได้) ความเร็วชัตเตอร์ 1/60 วินาที รูรับแสง F 5.6



ภาพคอยใครเอ่ย ? วัดแสงที่ท้องฟ้า ลด 2 Stop ความเร็วชัตเตอร์ 1/250 วินาที รูรับแสง F 11



Category:Other
แฟลช ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญในการถ่ายภาพอย่างหนึ่ง ทำให้สามารถถ่ายภาพได้กว้างมากขึ้น ปัจจุบันจึงมีผู้คิดค้นแฟลชต่างๆ ออกวางจำหน่ายอย่างมากมาย รวมไปถึงการจัดทำให้แฟลชอยู่ติดกับตัวกล้อง เกือบทุกรุ่นทุกยี่ห้อ ทำให้ผู้ใช้งานใช้งานได้สะดวกและง่ายขึ้น ผู้ใช้กล้องจึงควรมีความรู้พื้นฐานในการเลือกใช้แฟลชให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และในสภาพแสงต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง

การใช้แฟลชช่วยในการถ่ายภาพได้ดังนี้

1.ช่วย ให้สามารถถ่ายภาพในที่มืด หรือในที่ที่แสงสว่างไม่เพียงพอที่จะบันทึกภาพได้ เช่น ห้องมืด หรือในเวลากลางคืน อย่างไรก็ตามการใช้แฟลชแบบนี้ต้องทำใจกับแสงสีที่จะเกิดขึ้นในภาพ ว่าอาจจะไม่เหมือนกับที่เราเห็น ณ เวลานั้น ขณะนั้น

2. เมื่อต้องการถ่ายภาพในที่กลางแจ้งซึ่งแสงอาทิตย์ส่องมาด้านหลัง ทำให้วัตถุเกิดเงาดำ หรือเรียกอีกอย่างว่าการถ่ายย้อนแสง เราสามารถเปิดแฟลช เพื่อลบเงาด้านหน้าบริเวณที่เกิดเงาดำได้ ทำให้ได้ภาพที่สวยงาม เห็นรายละเอียดสวยงาม ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง หรือการถ่ายภาพย้อนแสงในตัวอาคาร ก็สามารถใช้แฟลชเพิ่มความสว่างในส่วนที่มืดได้

3. การถ่ายภาพโดยใช้แฟลช จะช่วยตรึงวัตถุให้อยู่กับที่ได้ภาพคมชัด ไม่พร่ามัว แม้วัตถุนั้นจะเคลื่อนไหวอยู่ก็ตาม

เทคนิคการถ่ายภาพด้วยแสงแฟลช

Fill- InFlash


ปรกติ การถ่ายภาพย้อนแสงในเวลากลางวัน ตำแหน่งของดวงอาทิตย์จะอยู่ตนตรงข้ามกับตัวผู้ถ่ายภาพพอดี และเมื่อทำการวัดแสงโดยใช้เครื่องวัดแสงที่ติดอยู่ในตัวกล้อง จะทำการวัดแสงแบบค่าเฉลี่ย และคำนวณให้กล้องถ่ายภาพเปิดช่องรับแสงที่แคบ เนื่องจากเครื่องวัดแสงวัดแสงบริเวณท้องฟ้า ซึ่งเป็นที่แสงสว่างจ้ามาก และเมื่อถ่ายภาพตามที่กล้องคำนวณ บุคคลภายในภาพจะมีเงามืด ในขณะที่บริเวณท้องฟ้าหรือ background จะมีความสว่างพอดี วิธีแก้ไขคือต้องใช้แฟลชช่วยในการถ่ายภาพ วิธีการถ่ายก็เพียงปรับความไวชัตเตอร์ให้สัมพันธ์กับแฟลช ปรับค่าความไวแสงที่ตัวแฟลช ดูระยะความห่างของกล้องกับตัวแบบ ว่าอยู่ห่างกี่เมตร หรือกี่ฟุต แล้วปรับค่าช่องรับแสงให้ตรงกับระยะห่าง หลังจากนั้นทำการถ่ายภาพ ก็จะได้ภาพตัวแบบที่ไม่มีเงามืด ภาพจะสวยงามขึ้น

การถ่ายภาพด้วยแสงสะท้อนจากแฟลช (Bounce Flash)


การ ถ่ายภาพโดยใช้แฟลชยิงไปตรงๆ กับวัตถุหรือหน้าคนนั้น ภาพที่ได้อาจจะสว่างมากเกินไป หรือแสงแข็งให้ความรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติ ปัญหานี้อาจลดลงได้ด้วยการแผ่กระจายแสงแฟลชให้กว้างขึ้น หรือตั้งเป็นแฟลชกระจายแสง หรือจะหาแผ่นกระดาษหรือผ้าเช็ดหน้าสีขาวมาปิดกั้นแสง หรือจะใช้เทคนิค Bounce Flash ด้วยการปล่อยแสงแฟลชให้ตกกระทบกับวัตถุ แล้วจึงสะท้อนกลับมาที่ตัวแบบ แทนที่จะปล่อยแสงแฟลชให้กระทบกับตัวแบบโดยตรง โดยการสะท้อน อาจใช้ร่มสะท้อนแสง ฝาผนัง หรือเพดานเตี้ยๆ แต่มีข้อควรระวังคือควรจะเลือกวัตถุตกกระทบให้มีสีขาวหรือสีกลางๆ มิฉะนั้นแล้ว สีของวัตถุสะท้อนแสงนั้นจะทำให้ตัวแบบสีผิดเพี้ยนไป นอกจากนี้แฟลชบางตัวออกแบบมาให้สามารถปรับหลอดให้แหงนหรือปรับซ้ายขวาได้ จะช่วยในการถ่ายภาพภายใต้แสงที่นุ่มนวลขึ้น แต่จะต้องเปิดหน้ากล้องให้กว้างขึ้นกว่าที่ถ่ายโดยใช้แสงแฟลชโดยตรงประมาณ 1-2 สต๊อป ตามแต่ลักษณะของวัตถุสะท้อนแสง
ที่มาhttp://www.goo-gang.com/viewtopic.php?p=16795&sid=236218163067ed1a827a1c375e000e65

Category:Other
การที่เราจะถ่ายภาพบุคคล(โดยเฉพาะอย่างยิ่ง..นางแบบ) ให้ได้ดี..ให้ออกมาสวยเป็นที่น่าพอใจ(ของตัวแบบเอง)นั้น

ตัวช่างภาพเองจะต้องคำนึงถึงเทคนิคต่าง ๆ เหล่านี้..


*การทิ้งฉากหลัง หรือ ละลายฉากหลัง

ดีตรงที่จะทำตัวแบบเด่น ไม่มีฉากหลังรก ๆ มาแย่งสายตา
แต่ในบางกรณี..หากฉากหลังไม่แย่งสายตา หรือ เป็นลักษณะฉากหลังที่สามารถที่จะเล่าเรื่องราวได้ ก็ถือได้ว่า ?เป็นภาพที่สมบูรณ์? เช่นกัน


*แสงสีของฉากหลัง

แสงสีของฉากหลังที่ดี ก็คือ แสงสีของฉากจะต้องมืดกว่าค่าแสงเฉลี่ยของหน้านางแบบ และสว่างกว่าค่าแสงที่ผมส่วนมืดของนางแบบ
(ในบางกรณี..เราจะอาจกำหนดให้ฉากหลังชัดก็ได้ หากฉากหลังมีความน่าสนใจ แต่ถ้าหากฉากหลังนั้นมีลักษณะไม่สวยงาม ยุ่งเหยิง รวมทั้งจะไปแย่งความเด่นของตัวแบบไปโดยไม่จำเป็นแล้ว ก็ให้ใช้วิธีการละลายฉากหลัง หรือ เลี่ยง/หลบฉากหลังแทน)


*อย่าให้ตัวแบบ/นางแบบกลายเป็นคนพิการ

?ถ่ายรูปคนอย่าทำให้นางแบบเป็นคนพิการเด็ดขาด? นั่นคือ อย่าให้ปลายมือ ปลายเท้า ข้อศอกขาดพยายามเก็บเข้ามาในเฟรมให้หมด ถ้าจะตัดส่วนไม่เอาไว้ในเฟรมก็ต้องตัดให้เห็นว่าจงใจตัด เช่น ตัดสูงกว่าศอกและเข่าแต่ประเภทเห็นทั้งตัว ยกเว้นนิ้วเท้าอย่างนี้ไม่ควรตัดอย่างเด็ดขาด


*อย่าให้ตัวแบบคอขาด

ถ้าฉากหลังเป็นท้องฟ้า ทะเล ขอบฟ้า หรืออะไรก็ตาม ที่มีเส้นนอน พยายามอย่าจัดให้พาดผ่านคอนางแบบเด็ดขาด เพราะจะทำให้ได้ภาพในลักษณะ ?นางแบบคอขาด?
ถ้าจะให้ที่สุดดีควรจัดให้เส้นนอนอยู่สูงกว่าระดับศีรษะ หรือ ต่ำกว่าไหล่จึงจะทำให้ภาพดูดีขึ้น


*การวัดแสงที่หน้าให้ โฟกัสไปที่ลูกตาเป็นสำคัญ

?ถ่ายรูปลูกตาต้องชัดเสมอ? ถ้าหากไม่ชัดก็จะต้องมีเหตุผลมารองรับว่า...ทำไมถึงอยากให้ชัด

*ใบหน้าจะเป็นจุดแรกที่คนมอง อย่างน้อยที่สุด เราจะต้องเซ็ทให้แสงที่หน้าพอดีเสมอ ยกเว้นในกรณีที่เจตนาให้มืด หรือสว่างกว่าปกติ...แต่ก็ต้องมีเหตุผลมารองรับเสมอ


*จะเลือกขวา หรือ ซ้าย ดี

ปกติแล้วใบหน้าของคนเราทั้งสองซีก ?สวยไม่เท่ากัน? เรื่องนี้ช่างภาพเองจะต้องอาศัยการพินิจพิจารณาให้ดี ๆ หลังจากนั้นจึงค่อยพยายามจัดกล้องให้อยู่ฝั่งที่สวยกว่า หรือจัดแสงหลักให้อยู่ฝั่งที่สวยกว่า


*ตาโตสิ..ดูดีกว่า

ดังที่กล่าวข้างต้นแล้วว่า ใบหน้าของคนเราทั้ง 2 ซีก..สวยไม่เท่ากัน? คำถาม แล้วเราจะสังเกตได้อย่างไรล่ะ?
ใบหน้าซีกที่สวยกว่าดูไม่ยากครับ..มันมีเคล็ดลับอยู่ว่า ให้ดูที่ลูกกะตา ?หากลูกตาข้างไหนโตกว่า..ใบหน้าข้างนั้น คือ ข้างที่สวยกว่า? (อันนี้...ถือเป็น ?เคล็ดลับ? ที่รู้กันในหมู่ช่างภาพระดับเซียน ๆ ทั้งหลายครับ)


*ให้แสงครึ่งหน้า

ในกรณีที่สภาพของแสงที่ตกกระทบบนใบหน้าทั้งสองฟากมีความต่างกันมาก ผลที่ออกมาก็คือ ซีกหนึ่งสว่างจ้า แต่อีกหนึ่งมืด หากมีสภาพแสงในลักษณะนี้
ประการแรกให้ถามตัวแบบว่า ชอบสภาพแสงในลักษณะนี้หรือไม่
สภาพที่แหล่งกำเนิดแสงอยู่ด้านข้าง หากดูแล้วเห็นว่าจะทำให้ตัวแบบบถ้าดูแล้ว ?ดูไม่ดี? เราสามารถกำหนดเทคนิคให้ตัวแบบหันหน้าเข้าหาแสงเล็กน้อยก็จะดูขึ้นมากทีเดียว


*อย่าให้นางแบบหน้ามืด

หากจำเป็นที่เราจะต้องถ่ายภาพย้อนแสง ก็ให้ Fill flash เพื่อลบเงา(เปิดแสง)ที่ตัวแบบ (ยกเว้นในกรณีที่เราต้องการในลักษณะ Silhouette ก็ว่าไปอย่าง)


*เงยหน้านิดนึง..แล้วจะดี

กำหนดให้ตัวแบบเงยหน้าขึ้นนิดนึง ภาพจะออกมาดูดีกว่าหน้าตรง หรือก้มหน้างุด ๆ (ยกเว้นเจตนาให้ได้ภาพที่แสดงออกซึ่งอารมณ์อื่นใด???)
*เคล็ดลับหนึ่งในการดูว่าใบหน้าข้างไหนสวยกว่ากัน ก็คือ ให้สังเกตที่มุมปากเวลายิ้มขอวตัวแบบ (มุมปากข้างไหนยกสูงกว่ากัน ก็ข้างนั้นแหละครับ


*หนูไม่ใช่ภาพการ์ตูน(ถมดำ)นะ

นางแบบไม่ใช่ตัวการ์ตูน ดังนั้นเส้นผมของนางแบบจึงควรจะเห็นเป็นเส้นๆ ไม่ใช่ดำเป็นปื้น ถ้ามองแล้วเห็นผมดำเป็นปื้น ให้จัดแสงใหม่ ให้แสงกระทบผมให้ดี หรือหรี่ช่องรับแสงลงนิดนึงเพื่อให้ผมเป็นเส้น หรือ ใช้เทคนิค Rim Light นั่นเอง
(ซึ่งการใช้เทคนิคนี้...มีการวัดแล้ว สรุปว่าได้ว่าจะทำให้ตัวแบบ(นางแบบ)สวยขึ้น 18.75% รวมทั้งจะทำให้ผมสวยขึ้น 33.29%... (ว่าไปนั่น)
เทคนิคการทิ้ง/ละลายฉากหลัง

เทคนิคการละลายฉากหลัง สามารถปรับใช้ได้หลายวิธีด้วยกัน เช่น

*การกำหนดรูรับแสง

ซึ่งเป็นเทคนิคพื้นฐานที่สุดในการที่จะถ่ายภาพให้หลังเบลอ นั่นคือ หลังจากได้ตัวแบบแล้ว ก็ให้ปรับขนาดรูรับแสงให้กว้างที่สุด ส่วนใครจะถนัดใช้โหมดไหนก็ให้โยกสวิทช์ไปยังโหมดนั้น ๆ เช่น

*โหมด AV(EV) : ข้อดีของโหมดนี้ คือ กล้องจะปรับความเร็ว(ชัตเตอร์)ให้สัมพันธ์กับขนาดรูรับแสงที่เราได้ปรับตั้งไว้แต่ต้น รวมถึงปรับค่าไวบาลานด์เป็นค่าอัตโนมัติ ลักษณะแสงที่ตกกระทบของการใช้โหมดนี้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้แสงธรรมชาต) จะค่อนข้างสมดุล พอดี ๆ แต่...หากใครต้องการใครต้องการค่าแสงตามใจฉันซักหน่อย เช่น ต้องการให้โอเวอร์นิด หรืออันเดอร์หน่อย... ก็ให้โยกไปที่

*โหมด P : โหมดนี้จะสามารถกำหนดค่าความเร็วชัตเตอร์ได้ด้วยตนเอง ส่วนค่าอื่น ๆ จะเป็นค่าอัตโนมัติ
แต่หาก..ปรับค่านี้ก็แล้วแต่ยังไม่ได้ดั่งใจ...ก็ให้ปรับไปที่...

*โหมด M : โหมดนี้เราจะสามารถปรับขนาดความเร็วชัตเตอร์ ค่าไวท์บาลานด์ ค่า ISO ค่าชดเชยแสง อัตราแฟรช และค่าอื่น ๆ ได้ตามใจฉันอย่างแน่นอน
*ในสภาพแสงน้อย หากต้องการให้ได้ภาพที่เป็นแสงธรรมชาติจริง ๆ ก็ควรระวังเรื่องกล้องสั่นด้วย

อย่างไรก็ดี เทคนิคนี้จะบังเกิดผลเป็นที่น่าพอใจยิ่งก็ต่อเมื่อ ควรปรับที่อัตรา1:1 ซึ่งหมายความว่า เพราะหากปรับขนาดรูรับแสงที่ 2.8 แล้ว ผู้ถ่ายเองจะต้องเป็นเดินเข้าหาตัวแบบเองจนกว่าจะได้ขนาดเฟรมเป็นที่น่าพอใจ เพราะหากผู้ถ่ายยืนจุดเดิมแล้วใช้การดึงซูมแล้วไซร้ ค่าของแสงเข้า(f-stop)ก็จะมีอัตราเป็นปฏิภาคกับขนาดช่วงซูมทันที...ส่วนว่าจะมาก/น้อยเท่าไรนั้นขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของกล้องรุ่นนั้น ๆ..
(ยกเว้นกล้องบางยี่ห้อ..เช่น FZ10/20 ซึ่งจะมีค่ารูรับแสง 2.8 ตลอดช่วงซูม)


*เทคนิคการเลี่ยงฉากหลัง, ผลักฉากหลัง

ต่อเนื่องจากข้างบน แต่อาศัยความพิถีพิถันอีกนิดในการกำหนดฉากหลัง นั่นคือ การเลี่ยงฉากหลังที่จะรวบกวน(แย่งจุดสนใจ)จากตัวแบบไปจนหมดสิ้น กล่าวคือ พยายยามหาฉากหลังที่มีโทนสีมืดกว่าตัวแบบ ในบางกรณีอาจจะสว่างกว่าก็ได้ แต่ก็ไม่ควรให้มีสีสันเจิดจ้ารบกวนมากเกินไป
แต่..ในบางครั้งก็อาจจะต้อง "มีการจัดฉาก" กันบ้าง กล่าวคือ อาจจะต้งมีการการผลัก หรือดึงฉากหลังให้ออกห่างตัวแบบให้มากที่สุด
(สมัยเรียนวิชาการถ่ายภาพ..อาจารย์มักกำชับว่านักศึกษาทุกคนควรพกผ้าโทนสีเข้ม, ดำ ที่ไม่สะท้อนแสง เช่น ผ้ากำมะหยี่ ขนาดอย่างน้อย 1.5x1.5 เมตร และเชือกไว้ในกระเป๋าเสมอ ทั้งนี้เพราะบางครั้งจำเป็นที่เราจะต้องเอาผ้ามาทำเป็นฉากหลังเสียเอง หรือในบางกรณีก็อาจจะจำเป็นต้องใช้เชือกผูกโยงเพื่อดึงฉากหลัง(สิ่งรบกวน)ให้พ้นจากตัวแบบให้มากที่สุด
*ในกรณีที่ผู้ถ่ายไม่สามารถเข้าใกล้ตัวแบบได้มากกว่ากว่านั้นอีกแล้ว...จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยอาศัยการซูมเข้าช่วย ก็พยายามปรับขนาดรูรับแสงให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นก็พยายามหามุมภาพที่มีหลังฉากหลังอยู่ห่างจากตัวแบบให้มากที่สุด


การทิ้ง/ละลายฉากหลัง นอกจากเทคนิคพื้นฐานดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ก็ยังจะมีเทคนิคอื่น ๆ อีก นั่นคือ


*การทำหลังดำ

ในกรณีเช่นนี้กล้องในระดับ Prosumer, DSLR/SLR จะได้เปรียบกล้องคอมแพ็คค่อนข้างมากทีเดียว เทคนิคนี้จะมีลักษณะตรงกันข้ามกับทคนิคหลังเบลอข้างต้นโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ วิธีการปรับเทคนิคนี้ก็คือ หลังจากปรับไปที่โหมด M แล้ว ให้ปรับขนาดรูรับแสงให้แคบที่สุด ปรับความเร็วชัตเตอร์สูงสุด หรืออาจจะรวมไปถึงต้องปรับค่าชดเชยแสง ค่า ISO ค่าไวท์บาลานด์ ฯลฯ (ภาพที่ปรากฎในหน้าจอจะอันเดอร์มากจนมองแทบไม่เป็นตัวแบบเลยก็ได้) หลังจากนั้นจึงค่อยไปปรับอัตราค่า fill flash เพื่อกำหนดให้ตกกระทบที่ตัวแบบ

หมายเหตุ :
สำหรับผู้ที่มีกล้องที่สามารถแยกแฟรช(sync flash)ได้ก็ยิ่งดีแล้วใหญ่ ทั้งนี้เพราะจะมีความสะดวกในการใช้เทคนิคนี้เป็นอย่างมากทีเดียว เพราะในการ fill flash นั้นจะสามารถกำหนดทิศทางการเข้าของแสงจากทิศทางใดก็ได้ เช่น กำหนดให้เข้าทางด้านซ้าย/ขวา หน้า/หลัง กดแสงลงมาจากด้านบน หรือเงยทะแยงจากด้านล่างก็ยัง หรือทิศทางอื่นใดก็ได้ รวมทั้งสามารถนำแฟรชเข้าไปจ่อ ใกล้ ๆ ตัวแบบ และสามารถจะกำหนดอัตราแสงตกระทบได้มากมาก/น้อยตามต้องการ เช่น ในกรณีการถ่ายภาพชิ้นงาน ถ่ายแบบ หรือ อื่นใด...ต้องการเน้นเฉพาะจุดใดจุด ได้
จุดเด่นของการใช้เทคนิคนี้ ก็คือ จะได้ภาพที่มีลักษณะ ?หลังดำ? คือ ตัวแบบเด่น ฉากหลังมืด

ข้อแนะนำ :
ถ้าจะให้ดี..หากเป็นไปได้ควรใช้วิธีเลี่ยงฉากหลัง หรืออาจจำเป็นต้อง ?จัดฉาก? โดยการผลักให้ฉากหลังออกห่างจากตัวแบบให้มากที่สุด...เพื่อไม่ให้มารกรุงรังอยู่ใกล้ ๆ ตัวแบบนั่นเอง


*การกำหนดรูรับแสง(แคบ) :

เทคนิคการกำหนดรูรับแสง(แคบ)นี้มีวีการแทบจะเหมือนๆ กับเทคนิคหลังดำดังกล่าว เพียงแต่ให้ดีกรีความเข้มในการปรับให้อ่อนลงมาหน่อยเท่นั้น กล่าวคือ ในกรณีที่ต้องการถ่ายตัวแบบ แต่..มีข้อแม้ว่าให้ได้ฉากหลังด้วย

เงื่อนไข คือ อย่าให้ฉากหลังมารบกวนหรือดึงจุดสนใจไปจากตัวแบบมากเกินไป เช่น กรณีต้องการถ่ายตัวแบบ (นางแบบน่ะแหละ) กับฉากหลังที่เป็นแนวถนน ไฟประดับสถานที่ อาคารประดับไฟ หรือสถานที่อื่นใด

โดยเราสามารถปรับกล้องในลักษณะให้รูรับแสงแคบได้ดังนี้ครับ คือ
ปรับไปที่โหมด M : ปรับขนาดรูรับแสงให้แคบสุด ปรับความเร็วชัตเตอร์ในระดับหนึ่ง ปรับค่าไวท์บาลานด์(เพื่อให้ตรงกับสภาพแสงในขณะนั้น) หรืออาจจะหมายรวมไปถึงจะต้องปรับค่าชดเชยแสง และค่า ISO ด้วยก็ได้ โดยให้วัดแสงที่ฉากหลัง...ปรับจนกว่าฉากหลังอันเดอร์อย่างน้อย 2-3 สต็อปขึ้นไป(หรือจนกว่าจะพอใจ)
จากนั้นจึงค่อยไปปรับอัตรา fill flash ยิงแสงไปยังตัวแบบ (จะให้แสงที่ตัวแบบพอดี ๆ หรืออันเดอร์นิด โอเวอร์หน่อย นั่นก็แล้วแต่ความพอใจ)

จุดที่น่าสนใจของการปรับด้วยเทคนิคนี้ก็คือ นอกจากจะขับเน้นให้ตัวแบบโดดเด่นแล้ว เรายังจะได้ฉากหลังอีกด้วย(ให้รู้ว่าถ่ายบริเวณใด) แต่จุดที่น่าสนใจก็คือ บรรดาแสงไฟหลอดต่าง ๆ ไม่ว่าจะมาจากรถยนต์ ไฟราวประดับ ไฟอาคาร ฯลฯ จะมีประการแฉกสวยงามแปลกตาออกไป

หมายเหตุ :
การใช้เทคนิคนี้สามารถปรับนำไปใช้กับการถ่ายภาพในกรณีที่ตัวแบบ และฉากหลังมีค่าความต่างของแสง(contrast) มากเกินไป แต่..เราต้องการให้ได้ทั้งตัวแบบและโลเคชั่นหรือฉากหลังด้วยในคราวเดียวกัน เช่น ชายทะเล หรือบริเวณน้ำตก หรืออื่นใด ซึ่งฉากหลังมักจะมีแสงแดดจัด (แต่ตัวแบบหลบอยู่ในที่ร่มไม่ยอมออกไป..กลัวผิวเสียอะไรประมาณนั้น)... แต่กระนั้นก็ยังอยากจะได้วิวทะเลหรือน้ำตกสวย ๆ ด้านหลังด้วย ซึ่งหากเราถ่ายโดยใช้โหมดอัตโนมัติหรือโหมดสำเร็จรูปที่กล้องให้มา (ซึ่งกล้องก็มักจะวัดแสงให้พอดีที่ฉากหลังแทน) ตัวแบบด้านหน้าก็จะมืดตึ๊ดตื๋อ ไม่เป็นไปอย่างใจต้องการ

แนะนำ :
วิธีการที่จะได้ภาพออกมาอย่างที่ต้องการนั้น... ?แทบจะเหมือนกับที่กล่าวมาข้างต้น? เพียงแต่ให้เราวัดแสงที่ฉากหลังที่พอดี หรือเป็นที่น่าพอใจ (ซึ่งแน่นอนว่าภาพตัวแบบที่ปรากฏในจอนั้นอันเดอร์หลายสต็อป) หลังจากนั้นผู้ถ่ายจึงไปปรับอัตราการ fill flash เพื่อให้ไปตกกระทบที่ตัวแบบ
(ซึ่งอาจจะใช้วิธีการถ่ายเทสต์ดูจนกว่าจะได้สภาพภาพที่ตัวแบบเป็นที่น่าพอใจ หรืออย่างในกรณีของกล้องฟิล์มก็อาจจะใช้วิธีการถ่ายคร่อม)

*ออ! อีกตัวช่วยหนึ่ง ซึ่งจะให้คุณภาพแจ่มแจ๋วที่สุดในการถ่ายให้ฉากหลังเบลอ ก็คือ ?การใช้เลนส์จำเพาะ? นั่น
คือ การใช้เลนส์เทเลโฟโต้ หรือเลนส์ซูม
(ที่มีช่วงยาวมาก ๆ.. อย่างน้อยก็ซัก 145 มม. ขึ้นไป)


Category:Other
เมื่อทรงพระเยาว์

1.ทรงพระราชสมภพเวลา 08.45น.

2.นายแพทย์ผู้ทำคลอดชื่อ ดับลิว สจ๊วต วิตมอร์ ทรงมีน้ำหนักแรกประสูติ 6 ปอนด์

3.พระนาม "ภูมิพล" ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

4.พระยศเมื่อแรกประสูติ คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ภูมิพลอดุลยเดช

5.ทรงมีชื่อเล่น ว่า เล็ก หรือ พระองค์เล็ก

6.ทรงเคยเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนมาแตร์เดอี เพราะช่วงพระชนมายุ 5 พรรษา ทรงเคยเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ 1 ปี มีพระนามในใบลงทะเบียนว่า "H.H Bhummibol Mahidol"หมายเลขประจำตัว 449

7.ทรงเรียกสมเด็จพระราชชนนีหรือสมเด็จย่า อย่างธรรมดาว่า "แม่"

8.สมัยทรงพระเยาว์ ทรงได้ค่าขนม อาทิตย์ละครั้ง

9.แม้จะได้เงินค่าขนมทุกอาทิตย์ แต่ยังทรงรับจ้างเก็บผักผลไม้ไปขาย เมื่อได้เงินมาก็นำไปซื้อเมล็ดผักมาปลูกเพิ่ม

10.สมัยพระเยาว์ทรงเลี้ยงสัตว์หลายชนิดทั้งสุนัข กระต่าย ไก่ นกขุนทอง ลิง แม้แต่งูก็เคยเลี้ยง ครั้งหนึ่งงูตายไปก็มีพิธีฝังศพอย่างใหญ่โต

11.สุนัขตัวแรกที่ทรงเลี้ยงสมัยทรงพระเยาว์เป็นสุนัขไทย ทรงตั้งชื่อให้ว่า"บ๊อบบี้"

12.ทรงฉลองพระเนตร(แว่นสายตา)ตั้งแต่พระชันษายังไม่เต็ม 10 ขวบ เพราะครูประจำชั้นสังเกตเห็นว่าเวลาจะทรงจดอะไรจากกระดานดำพระองค์ต้องลุกขึ้นบ่อยๆ

13.สมัยพระเยาว์ทรงซนบ้าง หากสมเด็จย่าจะลงโทษ จะเจรจากันก่อนว่า โทษนี้ควรตีกี่ที ในหลวงจะทรงต่อรองว่า 3 ที มากเกินไป 2 ทีพอแล้ว

14.ระหว่างประทับอยู่ สวิตเซอร์แลนด์นั้นระหว่างพี่น้องจะทรงใช้ภาษาฝรั่งเศส แต่จะใช้ภาษาไทยกับสมเด็จย่าเสมอ

15.ทรงได้รับการอบรมให้รู้จัก "การให้" โดยสมเด็จย่าจะทรงตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่า "กระป๋องคนจน" เอาไว้ หากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไร จะต้องถูก "เก็บภาษี" หยอดใส่กระปุกนี้ 10% ทุกสิ้นเดือนสมเด็จย่าจะเรียกประชุมเพื่อถามว่าจะเอาเงินในกระป๋องนี้ไปทำอะไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน

16.ครั้งหนึ่ง ในหลวงกราบทูลสมเด็จย่าว่าอยากได้รถจักรยาน เพราะเพื่อนคนอื่นๆ เขามีจักรยานกัน สมเด็จย่าก็ตอบว่า "ลูกอยากได้จักรยาน ลูกก็ต้องเก็บค่าขนมไว้สิ หยอดกระป๋องวันละเหรียญ ได้มาก ค่อยเอาไปซื้อจักรยาน"

17.กล้องถ่ายรูปกล้องแรกของในหลวง คือ Coconet Midget ทรงซื้อด้วยเงินสะสมส่วนพระองค์ เมื่อพระชนม์เพียง 8 พรรษา

18.ช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรงปั่นจักรยานไปโรงเรียนแทนรถพระที่นั่ง

พระอัจฉริยภาพ

19. พระอัจฉริยภาพของในหลวง มีพื้นฐานมาจาก "การเล่น" สมัยทรงพระเยาว์ เพราะหากอยากได้ของเล่นอะไรต้องทรงเก็บสตางค์ซื้อเอง หรือ ประดิษฐ์เอง ทรงเคยหุ้นค่าขนมกับพระเชษฐา ซื้อชิ้นส่วนวิทยุทีละชิ้นๆ แล้วเอามาประกอบเองเป็นวิทยุ แล้วแบ่งกันฟัง

20.สมเด็จย่าทรงสอนให้ในหลวงรู้จักการใช้แผนที่และภูมิประเทศของไทย โดยโปรดเกล้าฯให้โรงเรียนเพาะช่างทำแผนที่ประเทศไทยเป็นรูปตัวต่อ เลื่อยเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆเพื่อให้ทรงเล่นเป็นจิ๊กซอว์

21.ในหลวงทรงเครื่องดนตรีได้หลายชนิด เช่น เปียโน กีตาร์ แซกโซโฟน แต่รู้หรือไม่ว่าเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ทรงหัดเล่นคือ หีบเพลง (แอกคอร์เดียน)

22.ทรงสนพระทัยดนตรีอย่างจริงจังราวพระชนม์ 14-15 พรรษา ทรงซื้อแซกโซโฟนมือสองราคา 300 ฟรังก์มาหัดเล่น โดยใช้เงินสะสมส่วนพระองค์ครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งสมเด็จย่าออกให้

23.ครูสอนดนตรีให้ในหลวง ชื่อ เวย์เบรชท์ เป็นชาว อัลซาส

24.ทรงพระราชนิพนธ์พลงครั้งแรก เมื่อพระชนมพรรษา 18 พรรษา เพลงพระราชนิพนธ์แรกคือ "แสงเทียน" จนถึงปัจจุบันพระราชนิพนธ์เพลงไว้ทั้งหมด 48 เพลง

25.ทรงพระราชนิพนธ์เพลงได้ทุกแห่ง บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องดนตรีช่วย อย่างครั้งหนึ่งทรงเกิดแรงบันดาลพระทัย ทรงฉวยซองจดหมายตีเส้น 5 เส้นแล้วเขียนโน้ตทำนองเพลงขึ้นเดี๋ยวนั้น กลายเป็นเพลง "เราสู้"

26. รู้ไหม...? ทรงมีพระอุปนิสัยสนใจการถ่ายภาพเหมือนใคร : เหมือนสมเด็จย่า และ รัชกาลที่5

27. นอกจากทรงโปรดการถ่ายภาพแล้ว ยังสนพระทัยการถ่ายภาพยนตร์ด้วย ทรงเคยนำภาพยนตร์ส่วนพระองค์ออกฉายแล้วนำเงินรายได้มาสร้างอาคารสภากาชาดไทย ที่ รพ.จุฬาฯ โรงพยาบาลภูมิพล รวมทั้งใช้ในโครงการโรคโปลิโอและโรคเรื้อนด้วย

28. ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง "นายอินทร์" และ "ติโต" ทรงเขียนด้วยลายพระหัตถ์ แล้วให้เสมียนพิมพ์ แต่ "พระมหาชนก" ทรงพิมพ์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์

29. ทรงเล่นกีฬาได้หลายชนิด แต่กีฬาที่ทรงโปรดเป็นพิเศษได้แก่ แบดมินตัน สกี และ เรือใบ ทรงเคยได้เหรียญทองจากการแข่งขันเรือใบประเภทโอเค ในกีฬาแหลมทอง(ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น"กีฬาซีเกมส์") ครั้งที่ 4 ปี พ.ศ.2510

30. ครั้งหนึ่ง ทรงเรือใบออกจากฝั่งไปได้ไม่นานก็ทรงแล่นกลับฝั่ง และตรัสกับผู้ที่คอยมาเฝ้าฯว่า เสด็จฯกลับเข้าฝั่งเพราะเรือแล่นไปโดนทุ่นเข้า ซึ่งในกติกาการแข่งเรือใบถือว่าฟาวส์ ทั้งๆที่ไม่มีใครเห็น แสดงให้เห็นว่าทรงยึดกติกามากแค่ไหน

31. ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของโลกที่ได้รับสิทธิบัตรผลงานประดิษฐ ์คิดค้นเครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่มลอย หรือ "กังหันชัยพัฒนา" เมื่อปี 2536

33. ทรงเป็นผู้ริเริ่มการพัฒนาเชื้อเพลิงน้ำมันจากวัสดุการเกษตรเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน เช่น แก๊สโซฮอล์,ดีโซฮอลล์ และ น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว

34. องค์การสหประชาชาติ ได้ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ แด่ในหลวงเมื่อ วันที่ 26 พฤษภาคม 2549 เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทย โดยมี นายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ เดินทางมาถวายรางวัลด้วยตนเอง

เรื่องส่วนพระองค์

35. พระนามเต็มของในหลวง : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรา มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

36. รักแรกพบ ของในหลวงและหม่อมสิริกิติ์เกิดขึ้นที่สวิสเซอร์แลนด์ แต่เหตุการณ์ครั้งนั้น สมเด็จพระบรมราชินีนาถฯทรงให้สัมภาษณ์ว่า"น่าจะเป็น เกลียดแรกพบ มากกว่ารักแรกพบ เนื่องเพราะรับสั่งว่าจะเสด็จถึงเวลาบ่าย 4 โมง แต่จริงๆแล้วเสด็จมาถึงหนึ่งทุ่ม ช้ากว่าเวลานัดหมายตั้งสามชั่วโมง

37. ทรงหมั้นกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2492 และจัดพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ที่วังสระปทุม เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2493 โดยทรงจดทะเบียนสมรสเหมือนคนทั่วไป ข้อความในสมุดทะเบียนก็เหมือนคนทั่วไปทุกอย่าง ปิดอากรแสตมป์ 10 สตางค์ เสียค่าธรรมเนียม 10 บาท

37. หลังอภิเษกสมรส ทรง"ฮันนีมูน"ที่หัวหิน

38. ทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2499 และประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลา 15 วัน

39. ระหว่างทรงผนวช พระอุปัชฌาย์และพระพี่เลี้ยง คือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช

40. ของใช้ส่วนพระองค์นั้นไม่จำเป็นต้องแพงหรือต้องแบรนด์เนม ดังนั้นการถวายของให้ในหลวงจึงไม่จำเป็นจะต้องเป็นของแพง อะไรที่มาจากน้ำใจจะทรงใช้ทั้งนั้น

41. เครื่องประดับ : ในหลวงไม่ทรงโปรดสวมเครื่องประดับ เช่น แหวน สร้อยคอ ของมีค่าต่างๆ ยกเว้น นาฬิกา

42. พระเกศาที่ทรงตัดแล้ว : ส่วนหนึ่งเก็บไว้ที่ธงชัยเฉลิมพลเพื่อมอบแก่ทหาร อีกส่วนหนึ่งเก็บไว้สร้างวัตถุมงคล เพื่อมอบแก่ราษฎรที่ทำคุณงามความดีแก่ประเทศชาติ

43. หลอดยาสีพระทนต์ ทรงใช้จนแบนราบเรียบคล้ายแผ่นกระดาษ โดยเฉพาะบริเวณคอหลอด ยังปรากฏรอยบุ๋มลึกลงไปจนถึงเกลียวคอหลอด ซึ่งเป็นผลจากการใช้ด้ามแปรงสีพระทนต์ช่วยรีด และ กดเป็นรอยบุ๋ม

44. วันที่ในหลวงเสียใจที่สุด คือวันที่สมเด็จย่าเสด็จสวรรคต มีหนังสือเล่าไว้ว่า วันนั้นในหลวงไปเฝ้า แม่ถึงตีสี่ตีห้า พอแม่หลับจึงเสด็จฯกลับ เมื่อถึงวัง ทางโรงพยาบาลก็โทรศัพท์มาแจ้งว่า สมเด็จย่าสิ้นพระชนม์แล้ว ในหลวงรีบกลับไปที่โรงพยาบาล เห็นแม่นอนหลับตาอยุ่บนเตียง ในหลวงคุกเข่าเข้าไปกราบที่อกแม่ ซบหน้านิ่งอยู่นาน ค่อยๆเงยพระพักตร์ขึ้นมาน้ำพระเนตรไหลนอง

งานของในหลวง

45. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จนถึงปัจจุบนมีจำนวนกว่า 3,000 โครงการ

46. ทุกครั้งที่เสด็จฯไปยังสถานต่างๆจะทรงมีสิ่งของประจำพระองค์อยู่ 3 สิ่ง คือ แผนที่ซึ่งทรงทำขึ้นเอง(ตัดต่อเอง ปะกาวเอง) กล้องถ่ายรูป และดินสอที่มียางลบ

47.ในหลวงทรงงานด้วยพระองค์เองทุกอย่างแม้กระทั่งการโรเนียวกระดาษที่จะนำมาให้ข้าราชการที่เข้าเฝ้าฯถวายงาน

48. เก็บร่ม : ครั้งหนึ่งเมื่อในหลวงเสด็จฯเยี่ยมโครงการห้วยสัตว์ใหญ่ เมื่อเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งมาถึง ปรากฏว่าฝนตกลงมาอย่างหนัก ข้าราชการและราษฎรที่เข้าแถวรอรับเปียกฝนกันทุกคน เมื่อทรงเห็นดังนั้น จึงมีรับสั่งให้องครักษ์เก็บร่ม แล้วทรงเยี่ยมข้าราชการและราษฎรทั้งกลางสายฝน

49. ทรงศึกษาลักษณะอากาศทุกวัน โดยใช้ข้อมูลที่กรมอุตุนิยมวิทยานำขึ้นทูลเกล้าฯ ร่วมกับข้อมูลจากต่างประเทศที่หามาเอง เพื่อป้องกันภัยธรรมชาติที่อาจก่อความเสียหายแก่ประชาชน

50. โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เริ่มต้นขึ้นจากเงินส่วนพระองค์จำนวน 32,866.73บาท ซึ่งได้จากการขายหนังสือดนตรีที่พระเจนดุริยางค์ จากการขายนมวัว ก็ค่อยๆเติบโตเป็นโครงการพัฒนามาจนเป็นอย่างที่เราเห้นกันทุกวันนี้

51. เวลามีพระราชอาคันตุกะเสด็จมาเยี่ยมชมโครงการฯสวนจิตรลดา ในหลวงจะเสด็จฯลงมาอธิบายด้วยพระองค์เอง เนื่องจากทรงรู้ทุกรายละเอียด

52. ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กราบบังคมทูลถามว่า เคยทรงเหนื่อยทรงท้อบ้างหรือไม่ ในหลวงตอบว่า "ความจริงมันน่าท้อถอยอยู่หรอก บางเรื่องมันน่าท้อถอย แต่ว่าฉันท้อไม่ได้ เพราะเดิมพันของเรานั้นสูงเหลือเกิน เดิมพันของเรานั้นคือบ้านเมือง คือความสุขของคนไทยทั่วประเทศ

53. ทรงนึกถึงแต่ประชาชน แม้กระทั่งวันที่พระองค์ทรงกำลังจะเข้าห้องผ่าตัดกระดูกสันหลังในอีก 5 ชั่วโมง (20 กรกฎาคม 2549) ยังทรงรับสั่งให้ข้าราชบริพารไปติดตั้งคอมพิวเตอร์เดินสายออนไลน์ไว้ เพราะกำลังมีพายุเข้าประเทศ พระองค์จะได้มอนิเตอร์ เผื่อน้ำท่วมจะได้ช่วยเหลือทัน

ของทรงโปรด

54. อาหารทรงโปรด : โปรดผัดผักทุกชนิด เช่น ผัดคะน้า ผัดถั่วงอก ผัดถั่วลันเตา

55. ผักที่ไม่โปรด : ผักชี ต้นหอม และตังฉ่าย

56. ทรงเสวย ข้าวกล้อง เป็นพระกระยาหารหลัก

57. ไม่เสวยปลานิล เพราะทรงเป็นผู้เลี้ยงปลานิลคนแรกในประเทศไทย โดยใช้สระว่ายน้ำในพระตำหนักสวนจิตรลดาเป็นบ่อเลี้ยง แล้วแจกจ่ายพันธุ์ไปให้กรมประมง

58. เครื่องดื่มทรงโปรด : โปรดโอวัลตินเป็นพิเศษ เคยเสวยวันหนึ่งหลายครั้ง

59. ทีวีช่องโปรด ทรงโปรดข่าวช่องฝรั่งเศส ของยูบีซี เพื่อทรงรับฟังข่าวสารจากทั่วโลก

60. ทรงฟัง จส.100 และเคยโทรศัพท์ไปรายงานสถานการณ์ต่างๆใน กทม.ไปที ่ จส.100ด้วย โดยใช้พระนามแฝง

61. หนังสือที่ในหลวงอ่าน : ตอนเช้าตื่นบรรทม ในหลวงจะเปิดดูหนังสือพิมพ์รายวันทั้งไทยและเทศ ทุกฉบับ และก่อนเข้านอนจะทรงอ่านนิตยสารไทม์ส นิวสวีก เอเชียวีก ฯลฯ ที่มีข่าวทั่วทุกมุมโลก

62. ร้านตัดเสื้อของในหลวง คือ ร้านยูไลย เจ้าของชื่อ ยูไลย ลาภประเสริฐ ถวายงานตัดเสื้อในหลวงมาตั้งแต่ปี 2501 เมื่อนายยูไลยเสียชีวิต ก็มี ลูกชาย นายสมภพ ลาภประเสริฐ มาถวายงานต่อ จนถึงตอนนี้ก็เกือบ 50 ปีแล้ว

63. ห้องทรงงานของในหลวง อยู่ใกล้ห้องบรรทม บนชั้น 8 ของตำหนักจิตรลดาฯเป็นห้องเล็กๆ ขนาด 3x4 เมตร ภายในห้องมีวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องบันทึกเสียง เครื่องพยากรณ์ แผนที่ ฯลฯ

64. สุนัขทรงเลี้ยง นอกจากคุณทองแดง สุวรรณชาด สุนัขประจำรัชกาล ที่ปัจจุบันอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล แล้ว ยังมีสุนัขทรงเลี้ยงอีก 33 ตัว

รู้หรือไม่ ?

65. ในหลวง เกิดจากคำที่ชาวเหนือใช้เรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า "นายหลวง" ภายหลังจึงเปลี่ยนเป็น ในหลวง

66. ทรงเชี่ยวชาญถึง 6 ภาษา คือ ไทย ละติน ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน และ สเปน

67. อาชีพของในหลวง เมื่อผู้แทนพระองค์ไปติดต่อเอกสารสำคัญใดๆทรงโปรดให้กรอกในช่อง อาชีพ ของพระองค์ว่า "ทำราชการ"

68. ในหลวงทรงพระเนตรเทียมข้างขวา เป็นผลจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เมืองโลซานน์ สวิตเซอร์แลนด์ รถพระที่นั่งชนกับรถบรรทุกอย่างแรง ทำให้เศษกระจกเข้าพระเนตรข้างขวา ตอนนั้นมีอายุเพียง 20 พรรษา และทรงใช้พระเนตรข้างซ้ายข้างเดียว ในการทำงานบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนชาวไทยมาตลอดกว่า 60 ปี

69. ครั้งหนึ่งหนังสือพิมพ์อเมริกันลงข่าวลือเกี่ยวกับในหลวงว่า แซกโซโฟนที่ทรงอยู่เป็นประจำนั้นเป็นแซกโซโฟนที่ทำด้วยทองคำเนื้อแท้บริสุทธิ์ ซึ่งได้มีพระราชดำรัสว่า"อันนี้ไม่จริงเลย สมมติว่าจริงก็จะหนักมาก ยกไม่ไหวหรอก"

70. ปีหนึ่งๆ ในหลวงทรงเบิกดินสอแค่ 12 แท่ง ใช้เดือนละแท่ง จนกระทั่งกุด

71. หัวใจทรงเต้นไม่ปรกติ ในหลวงเคยประชวรหนักจนหัวใจเต้นไม่ปกติ เนื่องจากติดเชื้อไมโครพลาสม่า ขณะขึ้นเยี่ยมราษฎรที่อำเภอสะเมิงติดต่อกันหลายปี

72. รู้หรือไม่ว่า ในหลวงเป็นคนประดิษฐ์รูปแบบฟอนต์ภาษาในคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้อย่าง ฟอนต์จิตรลดา ฟอนต์ภูพิงค์

73. ในนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี จัดขึ้นที่อิมแพ็ค มีประชาชนเข้าชมรวม 6ล้านคน

74. ในหลวงเริ่มพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2493 จน 29 ปีต่อมาจึงมีผู้คำนวณว่าเสด็จพระราชทานปริญญาบัตร 490 ครั้ง ประทับครั้งละ 3 ชม. ทรงยื่นพระหัตถ์พระราชทาน 470,000 ครั้ง น้ำหนักปริญญาบัตรฉบับละ 3 ขีด รวมน้ำหนักทั้งหมด 141 ตัน

75. ดอกไม้ประจำพระองค์ คือ ดอกดาวเรือง

76. สีประจำพระองค์คือ สีเหลือง

77. นั่งรถหารสอง : ทรงรับสั่งกับข้าราชบริพารเสมอว่า การนั่งรถคนละคันเป็นการสิ้นเปลือง จึงให้นั่งรวมกัน ไม่โปรดให้มีขบวนรถยาวเหยียด

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ มีพระเกษมสำราญ มีพระพลานมัยแข็งแรงสมบูรณ์ มีพระชนม์ยิ่งยืนนาน เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย ตลอดกาลนานเทอญ. ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ...



Category:Other
คนเราตอนเกิดก็มาแค่คนเดียว ไม่ได้จูงมือใครมาด้วย

แต่ทำไมตอนโต หรือ ตอนมีความรัก

… กลับอยากจูงมือกับเขาไปด้วยทุกหนทุกแห่ง





... พอถึงวันที่เขาจะจากเราไป

ทำไมเราถึงทนไม่ได้ ทำไมเราต้องทุกข์ใจมากขนาดนี้

จะมีใครให้คำตอบได้ไหม?





การที่เรารักใครสักคน เวลารักมันก็ง่าย

แต่เวลาจะเลิกรักนี่สิยากมาก…





นี่คงเป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบได้ นอกจากตัวเราเอง

ถ้าเราเลือกที่จะอยู่... แล้วเจ็บ

นั่นก็ถือว่า... เป็นความสมัครใจของเรา





แต่ทำไมเราเลือกที่จะเจ็บ

ทำไมเราไม่เลือกที่จะทำใจ

แล้วยอมหันหลังเดินจากไปอย่างช้าๆ

ค่อยๆ ให้ความเจ็บปวดมันหมดไป

พร้อมกับระยะทางที่เราเดิน





อนาคตข้างหน้ายังมีอีกไกล

ชีวิตเราต้องเดินต่อไป... โลกนี้ไม่ได้มีเราเพียงคนเดียว

ลองหันหลังกลับไปมองคนรอบๆ ข้างคุณสิว่ามีมากมายขนาดไหน

จำไว้แค่ว่า… "ตอนเกิดมาเราไม่ได้จูงมือใครมาด้วย"



Category:Other
คนเรา... อย่าพยายามกักเก็บน้ำตา

ถ้ารู้ว่ามันเกินจะกั้นไว้ได้

ไม่มีใครเกิดมาแล้วไม่เคยร้องไห้

แม้กระทั้ง วันแรกที่ลืมตาดูโลก

ก็ต่างร้องไห้ด้วยกันทั้งนั้น...





เมื่อมีน้ำตา

นั่นไม่ได้หมายความว่าอ่อนแอ

แต่บางทีอะไรที่มันมากเกินไป เกินกว่าที่จะรับไว้

ก็จำเป็นที่ต้องระบายออกมาบ้าง





ดีใจมาก... เสียใจมาก... ตื้นตันมาก

ความรู้สึกแบบนี้ทำให้เราเสียน้ำตาได้ทั้งนั้น





เพียงแต่อย่าฝืนตัวเอง ต้องยอมรับความรู้สึกของตัวเอง

อย่าปิดกั้นความอ่อนแอ... ของตัวเอง

ถ้าอยากร้องไห้ ก็ร้องซะให้หายอึดอัด

เพียงแต่อย่าฝืนตัวเอง ต้องยอมรับความรู้สึกของตัวเอง





ร้องไห้... ไม่ใช่เรื่องที่น่าอาย

เรากล้าที่จะร้องไห้ คือ คนที่เข้าใจความรู้สึกของตัวเอง

ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองกำลังเป็น...

เพราะคนที่เสียใจแล้วไม่ร้องไห้ ไม่ระบายออกมา





นานๆ ไปอาจจะทำให้มีความเศร้าอยู่ลึกๆ

แล้วเลือกที่จะระบายออกมาเลยไม่ดีกว่าหรือ

อย่าพยายามอดกลั้นที่จะร้องไห้

ปล่อยให้น้ำตามันไหลออก จนกว่าจะสบายใจ





และ... เมื่อน้ำตาเหือดแห้งไป

เราจะได้ความเข้มแข็งกลับมาให้ตัวเรา...




Category:Other
"วันเวลากับสิ่งที่แตกต่าง" เป็น บทความ ที่แสดงให้เห็นถึง ความรัก ของพ่อที่มีต่อลูก หากใครที่ไม่เคยเอาใจใส่ดูแลพ่อ ลองอ่าน บทความ วาไรตี้ เรื่องนี้ดูนะคะ แล้วคุณจะเข้าใจ ความหมาย และ ความรัก ของพ่อมากขึ้น
ชายแก่วัยเลย 60 คนหนึ่งคุยกับลูกชายที่เพิ่งกลับมาเยี่ยม หลังจากแต่งงานและย้ายครอบครัวออกไปไม่กี่ปี

ชายแก่ : แจ๊ค (ชื่อลูกชาย) นั่นอะไรลูก เห็นลางๆ

แจ๊ค : อ๋อ วัวแหนะพ่อ

… ผ่านไป 2-3 นาที …

ชายแก่ : แจ๊ค นั่นอะไรลูก

แจ๊ค : วัว ตัวเดิมนั่นแหละพ่อ ยังไม่ไปไหนเลย

… ผ่านไปอีก 2-3 นาที …

ชายแก่ : แจ๊ค นั่นอะไรอีกละลูก

แจ๊ค : (เริ่มมีอารมณ์หงุดหงิด) วัวพ่อวัว วัวตัวเดิมที่เพิ่งถามนั่นแหละ

… เวลาผ่านไปอีก 2-3 นาที …

ชายแก่ : แจ๊ค นั่นอะไรลูก

แจ๊ค : เอ๊ะพ่อนี่ยังไงนะ ถามซ้ำๆซาก ผมจะบอกครั้งสุดท้ายแล้วนะว่าวัว

… ผ่านไปอีก 2-3 นาที …

ชายแก่ : แจ๊ค นั่นอะไรลูก

แจ๊ค : โอ๊ย ! พ่อเลอะเลือนแล้ว คุยไม่รู้เรื่อง ผมไม่คุยกับพ่อแล้ว

… แล้วแจ๊คก็ผละจากพ่อไปอย่างอารมณ์เสียเป็นที่สุด …

… เวลาผ่านไป จวบจนตอนเย็น ได้เวลาอาหารค่ำ เมื่อไม่เห็นผู้เป็นพ่อลงมา แจ๊คจึงเดินไปตามที่ห้อง ณ ที่นั้น เขาได้พบชายแก่คนนั้นนั่งเหม่อลอย ข้างๆ มีไดอะรี่เก่าๆ เล่มหนึ่งที่เพิ่งเขียนบันทึกในวันนี้เสร็จ แจ๊คถือวิสาสะเข้าไป อ่าน ความว่า...

"ครั้งหนึ่งเมื่อ 30 ปีมาแล้ว เรามีลูกชายคนหนึ่งที่เรารักมาก เราตั้งชื่อเค้าเองว่า...แจ๊ค ในวันที่อากาศแจ่มใสวันหนึ่ง ตอนนั้น แจ๊คกำลังพูดได้เก่งทีเดียว เราพาเค้าไปนั่งที่สวนหลังบ้าน พอดีมีวัวผ่านมา... แจ๊คถามเราว่า พ่อ นั่นอะไร...วัวไงลูก เราตอบ เวลาผ่านไปอีกไม่ถึง 1 นาที แจ๊คก็ถามคำถามเดิมเราอีก เราก็ตอบเช่นเดิมอีก เป็นอย่างนี้อยู่ถึง 25 ครั้ง...

เราไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเลยที่จะตอบคำถามเดิมๆ เหล่านั้น เรากลับรู้สึกดีใจอย่างที่สุดที่ลูกสนใจเราอย่างไม่เบื่อหน่าย.... แต่ในวันนี้ ณ ที่แห่งเดิม คน 2 คน ที่เคยถามคำถามเดียวกัน หากแต่ว่าเราเป็นฝ่ายถาม แจ๊คเป็นคนตอบ... เพียง 5 ครั้งเท่านั้น ลูกก็ตวาดเรา หาว่าเราเลอะเลือน รังเกียจแม้แต่จะคุยกับเราต่อไป...."


Category:Other
บนเส้นทางชีวิต....
มีถนนนับร้อยพันให้เราเลือกเดินทาง
แต่ถนนสายเดียวที่จะพาเราไปถึงเป้าหมายได้
คือถนนที่ชื่อว่า “ กำลังใจ ”

มีบ้างมั้ย...ที่คุณเคยรู้สึกว่า ชีวิตมันไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่
บางคนอาจเคยรู้สึกเบื่อหน่าย หรือไม่เข้าใจ...
นึกสงสัยว่าทำไมชีวิตเรา ถึงได้มีปัญหามากมายนักให้ตามแก้
มาก...เสียจนบางครั้งก็เอาไม่อยู่เหมือนกัน...
บางช่วงในชีวิต...ก็เคยมีบ้างกับภาวะแบบนี้
เลยเข้าใจได้ดีเลยว่า ในเวลาแบบนั้น
ไม่มีอะไรที่จะสำคัญมากไปกว่าการหันมาเติมกำลังใจให้ตัวเอง
แต่เราจะทำมันได้ดีได้อย่างไร ถ้าเรายังมองตัวเองไม่ทะลุ
และมีความเข้าใจบางอย่างไม่ลึกซึ้งเพียงพอ ...?
โดยปกติแล้ว...ฉันจะเป็นคนที่ไม่ชอบเล่าหรือระบาย
เรื่องราวส่วนตัวกับใครในยามที่ชีวิตมีปัญหา...
แต่ก็เป็นเรื่องแปลกเหมือนกัน ที่ ณ เวลาดังกล่าว
ฉันมักจะได้รับแง่คิดดีๆ เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ
จากการสนทนาพูดคุยอย่างไม่ตั้งใจอยู่เสมอ
และคำพูดที่ดีที่สุดอันหนึ่งที่ฉันจำได้ดีจากเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งก็คือ
เรื่องเกี่ยวกับปัญหาต่างๆในชีวิต เขาพูดในทำนองว่า
...ชีวิตคนเรานั้นมีปัญหากันทุกคน...
แต่คำว่าปัญหานั้น ถ้าแยกแยะมันจริงๆ จะมีอยู่ 2 อย่าง
คือ ปัญหา ที่ใช้ในภาษาอังกฤษว่า ‘problem’ ...
กับอีกคำหนึ่ง....ที่ใช้คำว่า ‘conflict’ ...
สำหรับปัญหาที่เป็น ‘problem’ นั้นหมายถึง ปัญหาภายนอก
ซึ่งมีมากมาย และเกิดขึ้นอยู่เสมอในชีวิตประจำวัน
ปัญหาชนิดนี้...ถ้าเราได้เผชิญหน้ากับมันมากเท่าไหร่
ก็ยิ่งจะทำให้เราฉลาดขึ้น เพราะมันช่วยให้เกิดการเรียนรู้ ...
เหมือนกับกบที่มาเหลาสติปัญญาของเรา ให้แหลมคมขึ้นเรื่อยๆ
แต่ปัญหา อีกคำหนึ่ง ที่หมายถึง ‘conflict’ นั้น คือปัญหาภายใน
ซึ่งหมายถึงความขัดแย้งในจิตใจ ปัญหาตัวนี้...นี่เอง
ที่เหมือนเศษผงที่ติดอยู่ในตาของเรา และถ้าเราเขี่ยมันออกไปได้เมื่อไหร่
เราจะเลิกกลัวกับปัญหาภายนอกได้ทันที...
ในทางกลับกัน- -ถ้า ‘conflict’ นี้ยังติดค้างอยู่ในใจไปเรื่อยๆ
สิ่งต่างๆ ก็จะยุ่งยากลำบากขึ้น ใจจะอ่อนแอระส่ำระสาย..
ความสุขหายไป พร้อมๆ กับกำลังใจของเราก็พลอยค่อยๆ หายไปด้วยเช่นกัน...
แต่มันไม่ได้ลงท้ายแค่นี้เท่านั้น- -เพราะยังมีปัญหาใหญ่
อีกอันหนึ่งซ้อนขึ้นมาอีก ซึ่งก็คือ เราดันแยกแยะไม่ออก...
ไม่รู้ว่าอะไรคือปัญหาแท้จริง ที่กำลังเกิดขึ้นกับเรากันแน่
...เมื่อได้ฟังมาถึงตรงนี้- -รู้สึกตัวเองเหมือนมีใครมาเคาะหัวเบาๆ เลยล่ะ
เพราะมันทำให้ฉันได้รับคำเฉลยที่สงสัยมานานแล้วว่า มิน่าล่ะ
บางปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเอง “ เวลาถึงช่วยอะไรไม่ได้ซักที ”
เพราะที่แท้...มันคือปัญหาข้างใน และเราก็ค้นหามันไม่พบ
ไม่ได้แก้ปมข้างในให้จบเสียก่อน...มันก็เลยยืดเยื้อ
เป็นที่มาของความรู้สึกท้อแท้ กำลังใจถดถอย ติดอยู่ในใจเรื่อยมา
...อาจมีคุณบางคนที่กำลังพบกับภาวะแบบนี้เหมือนกัน..
แต่ฉันอยากจะบอกกับคุณด้วยการ อ้างอิงประสบการณ์ตรงของตัวเองว่า
ถ้าคุณเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างมากขึ้น รู้ชัดแน่แล้วว่าปัญหาของคุณคืออะไร
จากนั้น...ก็แก้ไขเฉพาะในส่วนที่แก้ได้...
( ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในใจเราเอง )
แล้วปล่อยวางหรือยอมรับในส่วนที่นอกเหนือกำลังความสามารถของเรา
วันนี้...แม้จะเป็นเรื่องเดิมๆ ปัญหาเดิมๆ ...
แต่ถ้ามันเกิดขึ้นในช่วงที่จิตใจของคุณได้เปลี่ยนแปลงพัฒนาไปแล้วล่ะก็
คุณจะมองสิ่งนั้นในมุมที่แตกต่างออกไปทันที ....
และนี่แหละ...ที่ถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการใช้ชีวิต
ซึ่งคุณจะได้พบกับมันโดยไม่รู้ตัว....
ทุกอย่างในโลกนี้มี 2 ด้านเสมอ ...
ท่ามกลางเหตุการณ์ร้ายๆที่เกิดขึ้นกับชีวิต
มันมักจะแฝงมากับโอกาสที่บังคับให้เราได้รู้จักใช้สติปัญญาตัวเอง
เพื่อเอาชนะอุปสรรคหรือผ่านปัญหาตรงนั้นไปให้ได้
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดจะเกิดขึ้น...ก็ต่อเมื่อคุณละเลยที่จะใช้โอกาสนั้น
และปล่อยให้ความอ่อนแอในใจเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดอันตราย
ที่มันอาจบงการ หรือชี้นำคุณให้ทำในสิ่งที่นึกไม่ถึง
และอาจเตลิดไปไกลเกินกว่าจะควบคุมได้อีกต่อไป
ขึ้นชื่อว่า “ชีวิต” ...
ไม่มีใครหรอกที่จะสามารถเตรียมตัวล่วงหน้าไว้รับมือกับมันได้ทุกเรื่อง
เมื่อเราไม่อาจรู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
การมีชีวิตอยู่...จึงต้องอาศัยความกล้า...
ที่จะออกไปเผชิญหน้า กับทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านั้น...
กล่าวคือ คุณต้องกล้า...ที่จะเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอน
กล้า...ที่จะต้องทำบางสิ่งทั้งๆที่มีความกลัว
กล้า...ที่จะไปในที่ๆไม่เคยรู้จัก
กล้า...ที่จะต้องสูญเสีย กล้า...ที่จะเริ่มต้นใหม่ ฯลฯ
ซึ่งทั้งหมดนี้ จะมีความเป็นไปได้แค่ไหน ?...
อยู่ที่ใจของคุณเท่านั้นล่ะ..ที่เข้มแข็งพอรึเปล่า .....




"บนเรือนร่างของทุกคน ต่างก็มีเชือกเส้นที่มองไม่เห็นอยู่เส้นหนึ่ง

ในชั่วชีวิตส่วนใหญ่ของผู้คนต้องถูกพันธนาการด้วยเชือกที่มองไม่เห็นเส้นนี้ ..."



ReviewReviewReviewReviewขอแค่ไม่ยอมแพ้ ..Jan 4, '08 11:34 PM
for everyone
Category:Other

ขอแค่ไม่ยอมแพ้ ..



ชายคนหนึ่งเพิ่งจะมาพูดได้ตอนอายุ 4 ขวบ
ชายคนนั้น...เพิ่งจะมาอ่านหนังสือออกตอนอายุ 8 ขวบ
ชายคนนั้น...เคยถูกไล่ออกจากโรงเรียน
ชายคนนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนอาชีวะแห่งซูริค
ชายคนนั้น...เคยถูกอาจารย์ระบุว่า
"สมองช้า ไม่ชอบสังคมและล่องลอยอยู่ในความฝันอันโง่เขลาของตัวเองตลอดเวลา"
ชายคนนั้น...ชื่อ "อัลเบิร์ต ไอสไตน์" บิดาแห่งปรมาณู


ชายคนหนึ่งเคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนเตรียมทหารเวสต์พอยต์
ชายคนนั้น...ลองสมัครใหม่ดูอีกที
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอีกครั้ง
ชายคนนั้น...พยายามเป็นครั้งที่สาม
ชายคนนั้น...ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียน
ชายคนนั้น...ได้เป็นทหารสมใจ
ชายคนนั้น...เข้าไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สองได้สำเร็จ
ชายคนนั้น...ชื่อ "นายพล ดักลาส แมคอาเธอร์" ผู้พิชิตแปซิฟิคแห่งสงครามโลกครั้งที่สอง



ชายกลุ่มหนึ่ง...เป็นนักดนตรี
ชายกลุ่มนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากผุ้บริหารคนหนึ่งจากบริษัทเดคคาเรคคอร์ติ้ง
ชายกลุ่มนั้น...ถูกปฎิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า "เราไม่ชอบเสียงเพลงของพวกเขา
และกลุ่มนักดนตรีที่เล่นกีตาร์กำลังจะหมดสมัยแล้ว"
ชายกลุ่มนั้น...มีนามว่า "เดอะ บีเทิลส์" สี่เต่าทองแห่งตำนาน



ชายคนหนึ่ง...เป็นนักกีฬา
ชายคนนั้น...เล่นบาสเกตบอลให้กับทีมโรงเรียนมัธยม
ชายคนนั้น...เคยถูกคัดออกจากทีมโรงเรียน
ชายคนนั้น...ชื่อ "ไมเคิล จอร์แดน" หนึ่งในนักกีฬาบาสเกตบอลที่ทำเงินมากที่สุดในโลก



ชายคนหนึ่ง...เป็นนักแต่งเพลงชาวเยอรมัน
ชายคนนั้น...สูญเสียความสามารถในการฟังลงเรื่อยๆ
ชายคนนั้น...หูหนวกสนิทเมื่อมีอายุได้ 46 ปี
ชายคนนั้น...ได้ใช้ช่วงเวลาบั้นปลายชีวิตประพันธ์เพลงที่ยอดเยี่ยมที่สุด
ชายคนนั้น...ชื่อ "ลุดวิก ฟาน บีโธเฟน" นักประพันธ์เพลงชื่อก้องโลก



ชายคนหนึ่งสอบตกประถม 6
ชายคนนั้น...เคยมีชีวิตที่พ่ายแพ้และล้มเหลวมาตลอด
ชายคนนั้น...ล้วนทำประโยชน์ครั้งใหญ่ๆเมื่อเขากลายเป็นผู้สูงอายุแล้ว
ชายคนนั้น...ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่ออายุ 62 ปี
ชายคนนั้น...ชื่อ "วินสตัน เชอร์ชิล" อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ



ชายคนหนึ่งเรียนปริญญาตรี
ชายคนนั้น...เคยถูกจัดให้เป็นแค่นักศึกษาระดับกลางเท่านั้น
ชายคนนั้น...เคยสอบได้อันดับที่ 15 จากนักศึกษา 22 คนในวิชาเคมี
ชายคนนั้น...ชื่อ "หลุยส์ ปาสเตอร์"



ชายคนหนึ่งเป็นนักร้อง
ชายคนนั้น...เคยถูกผู้จัดการของ แกรนด์โอเลโอเพรย์ไล่ออก
ชายคนนั้น...เคยโดนดูถูกว่า "แกมันไปไม่ถึงไหนเลย แกควรกลับไปขับรถบรรทุกมากกว่า"
ชายคนนั้น...ชื่อ "เอลวิส เพรสลีย์"



หญิงคนหนึ่งเป็นนางแบบผู้เปี่ยมไปด้วยความหวัง
หญิงคนนั้น...ทำงานให้กับบริษัทบลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจนซี่
หญิงคนนั้น...เคยโดนผู้อำนวยการบริษัท บลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจนซี่ดูถูกว่า
"เธอควรไปเรียนด้านเลขาฯ หรือไม่ก็แต่งงานเสียดีกว่า"
หญิงคนนั้น...ชื่อ นอร์มา จีน เบเกอร์ หรือที่รู้จักกันในนาม "มาริลีน มอนโร" นั่นเอง



ชายคนหนึ่ง หลงใหลวิชาการเงินอย่างมาก
ชายคนนั้น...ยื่นใบสมัครกับมหาวิทยาลัยธุรกิจฮาวาร์ดอันเลื่องชื่อ
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธในเวลาต่อมา
ชายคนนั้น...ไม่ยอมแพ้ เดินหน้าเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยธุรกิจโคลัมเบีย
ชายคนนั้น...สำเร็จการศึกษา
ชายคนนั้น...ปัจจุบันมีสินทรัพย์รวมกว่า 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเงินลงทุนเพียง 100 เหรียญสหรัฐ
ชายคนนั้น...ชื่อ "วอเรน บัฟเฟตต์" นักลงทุนอัจฉริยะ อภิมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก



ชายคนหนึ่ง หลงใหลในคอมพิวเตอร์อย่างมาก
ชายคนนั้น...ชอบหมกตัวกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ
ชายคนนั้น...ถูกเพื่อนมองว่า "สกปรก - บ้าคอมพิวเตอร์"
ชายคนนั้น...เคยเสนอซอฟแวร์ระบบให้กับ แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอย่างไม่ใยดี
ชายคนนั้น...ปัจจุบันคือผู้ให้การช่วยเหลือด้านเงินทุนกับ แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์
ชายคนนั้น...เคยถูก ไอบีเอ็ม มองว่า "แค่เด็ก"
ชายคนนั้น...ปัจจุบันเป็นผู้นำบริษัทซอฟแวร์ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก
ชายคนนั้น...ชื่อ วิลเลี่ยม เฮนรี่ เกตส์ ที่สาม หรือที่รู้จักกันในนาม "บิลล์ เกตส์" ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟต์ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ผู้ถือครองสินทรัพย์กว่า 46,000 ล้านเหรียญ



เราเชื่อว่าทุกคนเคยแพ้ เราเชื่อว่าทุกคนเคยล้มเหลว
แต่คนแพ้ไม่ใช่คนที่ล้มเหลว



คนล้มเหลวคือ...คนที่ล้มเลิกต่างหาก



ReviewReviewReviewReviewเรื่องของคู่แท้Jan 4, '08 11:31 PM
for everyone
Category:Other
กาลครั้งหนึ่งนานมา แล้ว........
มีครูกับลูกศิษย์นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ซึ่งใกล้กับสนามหญ้าอันกว้างใหญ่
ทันใดนั้น ลูกศิษย์ คนหนึ่งก้อถามขึ้นมาว่า

ลูกศิษย